ปวดข้อโคนนิ้วหัวแม่เท้า... เดินใส่รองเท้าหุ้มข้อแล้วปวด แต่ใส่รองเท้าวิ่งแล้วหาย ผมเป็น "เก๊าท์" หรือเปล่าครับหมอ?
ปวดข้อโคนนิ้วหัวแม่เท้า... เดินใส่รองเท้าหุ้มข้อแล้วปวด แต่ใส่รองเท้าวิ่งแล้วหาย ผมเป็น "เก๊าท์" หรือเปล่าครับหมอ?
สวัสดีครับ ผมหมอเก่งนะครับ สำหรับคำถามที่ถามมาถือเป็นปัญหาที่น่าสนใจมากครับ เพราะอาการปวดบริเวณนิ้วหัวแม่เท้ามักทำให้หลายคนนึกถึง "โรคเก๊าท์" เป็นอันดับแรก แต่จากรายละเอียดที่คุณเล่ามาว่า "ใส่รองเท้าหุ้มข้อแล้วปวด แต่ใส่รองเท้าวิ่งแล้วเดินได้ปกติ" หมอขอให้ใจเย็นๆ ก่อนครับ เพราะอาการลักษณะนี้มีเงื่อนงำที่ชี้ไปทางอื่นมากกว่าจะเป็นโรคเก๊าท์ครับ
ลองมาดูเคสสมมติของคุณกิตติ (นามสมมติ) อายุ 49 ปี พักอยู่ กทม. เหมือนกันครับ คุณกิตติเริ่มมีอาการปวดตื้อๆ ที่โคนนิ้วหัวแม่เท้าเวลาใส่รองเท้าทำงาน หรือรองเท้าหุ้มข้อที่ค่อนข้างแข็ง แต่พอวันหยุดไปวิ่งสวนลุม ใส่รองเท้าวิ่งที่นิ่มและกว้าง กลับไม่มีอาการปวดเลย เป็นมาหลายเดือนจนกังวลว่าจะเป็นเก๊าท์ เพราะอายุเริ่มเข้าเลข 4 แล้ว อาการแบบนี้จริงๆ แล้วอาจจะเป็นเรื่องของ "โครงสร้างเท้า" หรือการเสียดสีมากกว่าครับ
หมอขอเปรียบเทียบง่ายๆ เหมือนเราใส่ "หมวกที่คับเกินไป" ครับ ถ้าหมวกแข็งและแคบ มันก็กดหัวเราจนปวด แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นหมวกผ้าใบที่ยืดหยุ่น เราก็ใส่สบาย อาการของคุณไม่ใช่การปวดที่เกิดจาก "ภายในข้อ" เพียงอย่างเดียว แต่น่าจะเป็นแรงกดจาก "ภายนอก" ที่กระทำต่อข้อที่มีความผิดปกติเล็กน้อยอยู่แล้วครับ
อาการแบบนี้ใช่ "เก๊าท์" ไหม?
โดยปกติแล้ว โรคเก๊าท์ (Gout) มักจะมีลักษณะเฉพาะ ดังนี้ครับ:
ปวดแบบเฉียบพลัน: อยู่ดีๆ ก็ปวดขึ้นมาอย่างรุนแรง มักเป็นตอนกลางคืนหรือเช้ามืด
ปวดบวมแดงร้อน: ข้อจะบวมเป่ง แดงชัดเจน และเจ็บจนแม้แต่ผ้าห่มมาโดนก็ทนไม่ไหว
ไม่เลือกรองเท้า: ถ้าเป็นเก๊าท์กำเริบ ไม่ว่าจะใส่รองเท้าอะไร หรือไม่ใส่เลยก็นอนปวดครับ
แต่กรณีของคุณ "ปวดเฉพาะเวลาใส่รองเท้าหุ้มข้อ" และเป็นมาหลายเดือนแบบเรื่อยๆ หมอคิดว่าน่าจะเป็นภาวะที่เรียกว่า "ภาวะโคนนิ้วหัวแม่เท้าเอียง" (Hallux Valgus) หรือ "ข้อโคนนิ้วหัวแม่เท้าเสื่อม" (Hallux Rigidus) มากกว่าครับ ซึ่งพอใส่รองเท้าที่หน้าแคบหรือแข็ง (อย่างรองเท้าหุ้มข้อ) มันจะไปเบียดข้อที่เอียงอยู่แล้ว หรือกดลงบนปุ่มกระดูกที่โตขึ้น ทำให้เกิดการอักเสบของเนื้อเยื่อรอบๆ ครับ
ความรู้พื้นฐานของโรคกระดูกนิ้วเท้าเอียง (Hallux Valgus / Bunion)
โรคนี้คือภาวะที่นิ้วหัวแม่เท้าเริ่มเอียงเข้าหานิ้วชี้ ทำให้กระดูกบริเวณโคนนิ้วโป้ง (ข้อเท้าที่สองที่คุณเรียก) ปูดออกมาเป็นปุ่ม
สาเหตุ: มักเกิดจากโครงสร้างเท้าแบน หรือการใส่รองเท้าที่หน้าแคบและแข็งมาเป็นเวลานาน
อาการ: ปวดบริเวณปุ่มกระดูกเมื่อมีการเสียดสีกับรองเท้า หากอักเสบมากอาจมีถุงน้ำ (Bursa) บริเวณนั้นบวมขึ้นมา
5 ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ปวดโคนนิ้วเท้า
รูปทรงเท้า: เช่น คนที่มีเท้าแบน (Flat feet) จะมีแรงกดลงที่โคนนิ้วโป้งมากกว่าปกติ
ประเภทของรองเท้า: รองเท้าหุ้มข้อที่หนังแข็งหรือหน้าแคบเกินไป จะกดเบียดปุ่มกระดูก
อายุ: เมื่อเข้าสู่ช่วงอายุ 40-50 ปี เนื้อเยื่อที่รองรับข้อเริ่มเสื่อมสภาพและบางลง
น้ำหนักตัว: แรงกดจากการเดินส่งผลต่อข้อเท้าเล็กๆ เหล่านี้โดยตรง
กิจกรรมที่ทำซ้ำๆ: การเดินบนพื้นแข็งด้วยรองเท้าที่ไม่ซัพพอร์ตเท้า
การตรวจวินิจฉัย (Investigation)
หากคุณมาพบหมอที่คลินิก แนวทางการตรวจจะมีดังนี้ครับ:
การตรวจร่างกาย: หมอจะดูลักษณะการเอียงของนิ้ว และลองขยับข้อดูว่าปวดข้างในข้อหรือปวดที่ผิวสัมผัส
เอกซเรย์ (X-ray): เพื่อดูว่ามีกระดูกงอก (Bone spur) หรือมีการเอียงของมุมกระดูกมากน้อยแค่ไหน
การตรวจเลือด: ถ้าหมอยังสงสัยเรื่องเก๊าท์ หมอจะตรวจระดับ "กรดยูริก" (Uric Acid) เพื่อความสบายใจครับ
แนวทางการรักษา (ส่วนใหญ่รักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัดครับ)
ปรับเปลี่ยนรองเท้า: นี่คือยาที่ดีที่สุดของคุณครับ ในเมื่อใส่รองเท้าวิ่งแล้วไม่ปวด แสดงว่าเท้าคุณต้องการพื้นที่ (Wide Toe Box) ควรเลือกรองเท้าที่หน้ากว้างและทำจากวัสดุที่นุ่ม
ใช้อุปกรณ์เสริม: เช่น ซิลิโคนคั่นนิ้วเท้า หรือแผ่นเจลรองปุ่มกระดูก เพื่อลดการเสียดสีเวลาใส่รองเท้าหุ้มข้อ
การใช้ยา: หากมีอาการปวดจากการอักเสบ สามารถทานยาลดอักเสบกลุ่มที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เป็นครั้งคราวได้ครับ
การฉีดยาเฉพาะจุด: หากปวดมาก หมอสามารถใช้อัลตราซาวด์ช่วยดูและฉีดยาลดอักเสบเข้าไปรอบๆ ปุ่มกระดูกที่อักเสบได้ครับ
การผ่าตัด: จะทำต่อเมื่อนิ้วเอียงมากจนใส่รองเท้าอะไรก็ไม่ได้ หรือปวดตลอดเวลาแม้จะเปลี่ยนรองเท้าแล้ว หมอจะผ่าตัดแต่งกระดูกให้กลับมาตรงครับ
พยากรณ์โรค: จะหายไหม?
ถ้าอาการปวดเกิดจากการเสียดสีของรองเท้า "หายได้แน่นอนครับ" เพียงแค่เราเลี่ยงสาเหตุ (คือรองเท้าคู่ที่แข็งและแคบ) แต่ถ้าเป็นเรื่องนิ้วเอียง กระดูกที่เอียงไปแล้วจะไม่กลับมาตรงเองได้ แต่เราสามารถคุมไม่ให้มันปวดและไม่ให้เอียงมากขึ้นได้ครับ
ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวัง
ถุงน้ำอักเสบ (Bursitis): ปุ่มที่ปูดออกมาอาจเกิดการติดเชื้อหรืออักเสบเป็นหนองได้หากเสียดสีรุนแรง
นิ้วเท้าผิดรูปมากขึ้น: อาจทำให้นิ้วโป้งไปเบียดนิ้วชี้จนนิ้วชี้ขี่กัน (Hammer toe)
ตาปลา: เกิดหนังหนาๆ บริเวณที่เสียดสีจนเจ็บเวลาเดิน
5 วิธีป้องกันและดูแลตัวเอง
เลือกซื้อรองเท้าช่วงเย็น: เพราะเท้าจะขยายตัวเต็มที่ จะได้รองเท้าที่ไม่คับเกินไป
ทดสอบรองเท้า: ก่อนซื้อให้ลองเอามือกดบริเวณโคนนิ้วโป้งดูว่ารองเท้าบีบไหม
บริหารนิ้วเท้า: ฝึกใช้นิ้วเท้าคีบผ้าเช็ดหน้าเพื่อรักษาความยืดหยุ่นของข้อ
แช่น้ำอุ่น: หลังกลับจากทำงาน ช่วยลดการอักเสบและผ่อนคลายกล้ามเนื้อเท้า
คุมน้ำหนัก: เพื่อลดแรงกระแทกที่ลงสู่หน้าเท้า
Q&A Section
Q: ถ้าตรวจเลือดแล้วกรดยูริกสูง แปลว่าเป็นเก๊าท์แน่นอนใช่ไหม? A: ไม่เสมอไปครับ คนที่ยูริกสูงแต่ไม่มีอาการของเก๊าท์เลยก็มีเยอะครับ ต้องดูอาการปวดประกอบด้วย ซึ่งเคสของคุณ "ปวดเฉพาะตอนใส่รองเท้าบางคู่" น้ำหนักจึงค่อนไปทางปัญหาเรื่องรองเท้ามากกว่าครับ
Q: ใส่รองเท้าหุ้มข้อคู่เดิมไม่ได้อีกแล้วใช่ไหม? A: อาจจะลองใช้ไม้ขยายรองเท้า (Shoe stretcher) ตรงบริเวณโคนนิ้วโป้งให้กว้างขึ้น หรือติดแผ่นกันกัดข้างในเพื่อลดการเสียดสีดูครับ ถ้ายังปวดอยู่หมอแนะนำให้พักคู่นั้นไปก่อน
Q: ต้องไปหาหมอเมื่อไหร่? A: ถ้าเริ่มสังเกตว่านิ้วโป้งเอียงมากขึ้น มีอาการแดงร้อนตลอดเวลา หรือปวดแม้กระทั่งตอนใส่รองเท้าวิ่ง ควรรีบไปตรวจครับ
สรุปประเด็นสำคัญ
อาการปวดของคุณน่าจะเกิดจากการเสียดสี (Bunion) มากกว่าโรคเก๊าท์
จุดสังเกตสำคัญคือ "เปลี่ยนรองเท้าแล้วหายปวด" แสดงว่าสาเหตุมาจากปัจจัยภายนอก
พื้นฐานอาจมีภาวะนิ้วหัวแม่เท้าเอียงเล็กน้อย ทำให้ปุ่มกระดูกไวต่อแรงกด
การเลือกรองเท้าหน้ากว้างคือหัวใจสำคัญของการรักษา
หากกังวลเรื่องเก๊าท์ การตรวจเลือดเช็กระดับยูริกสามารถทำได้เพื่อยืนยันผล
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ
สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ
Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666
#ปวดโคนนิ้วโป้ง #นิ้วหัวแม่เท้าเอียง #เก๊าท์ #ปวดเท้า #รองเท้ากัด #Bunion #หมอเก่งกระดูกและข้อ #สุขภาพเท้า #ปวดข้อเท้า #รองเท้าวิ่ง
References
Ferrari J, Higgins JP, Prior TD. Interventions for treating hallux valgus (abductovalgus) and bunions. Cochrane Database Syst Rev. 2004;(1):CD000964. (การทบทวนวิธีการรักษาภาวะนิ้วหัวแม่เท้าเอียงและตาปลาโดยเน้นการใช้เครื่องมือช่วยและการปรับรองเท้า)
Roddy E. Revisiting the epidemiology of gout: is it still the 'disease of kings'? BMC Musculoskelet Disord. 2011;12:165. (การศึกษาทางระบาดวิทยาของโรคเก๊าท์เพื่อแยกแยะลักษณะอาการปวดข้อที่แท้จริงออกจากภาวะอื่น)
Shurnas PS. Hallux rigidus: etiology, variant anatomy, and nonoperative treatment. Foot Ankle Clin. 2009;14(1):1-19. (อธิบายสาเหตุและการรักษาโดยไม่ผ่าตัดสำหรับภาวะข้อโคนนิ้วหัวแม่เท้าเสื่อมและแข็ง)
Menz HB, Lord SR. The contribution of foot problems to mobility impairment and falls in community-dwelling older people. J Am Geriatr Soc. 2001;49(12):1651-1656. (งานวิจัยเกี่ยวกับปัญหาเท้าที่มีผลต่อการเดินและการทรงตัวในผู้ใหญ่)
Torkki M, Malmivaara A, Seitsalo S, et al. Surgery vs orthosis vs watchful waiting for hallux valgus: a randomized controlled trial. JAMA. 2001;285(19):2474-2480. (การเปรียบเทียบผลการรักษาระหว่างการผ่าตัด การใช้อุปกรณ์เสริม และการเฝ้าสังเกตอาการในผู้ป่วยนิ้วเท้าเอียง)
Comments
Post a Comment